• Uncategorized
  • รวมโปรเน็ตบ้านแต่ละค่าย ปี 2019 ติดเน็ตไฟเบอร์ค่ายไหนดีนะ ?

    รวมโปรเน็ตบ้านแต่ละค่าย

    รวมโปรเน็ตบ้านแต่ละค่าย อินเทอร์เน็ตไฟเบอร์จากค่ายต่าง ๆ ปี 2019 ค่ายไหนมีโปรโมชั่นโดน ๆ บ้างมาดูกัน

    รวมโปรเน็ตบ้านแต่ละค่าย ใครที่กำลังจะติดอินเทอร์เน็ตสำหรับใช้ที่บ้าน หรือกำลังมีความคิดจะย้ายค่าย ก็คงจะลังเลกันไม่ใช่น้อย ว่าจะใช้อินเทอร์เน็ตของค่ายไหนดี เพราะแต่ละค่ายก็มีโปรโมชั่นแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตให้เลือกเยอะแยะไปหมด วันนี้เราก็เลยรวบรวมโปรโมชั่นอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ของค่ายต่าง ๆ ในช่วงต้นปี 2019 มาให้ดูกัน จะมีโปรเน็ตค่ายไหนโดนใจบ้างไปดูกันเลย

    AIS Fibre

    รวมโปรเน็ตบ้านแต่ละค่าย

    HomeBROADBAND Package สำหรับคนใช้เฉพาะเน็ตบ้าน

    – 50/20Mbps – 599 บาท/เดือน
    – 100/30Mbps – 699 บาท/เดือน

    HomePlus Package – เน็ตบ้านพร้อม AIS PLAYBOX

    – 50/20Mbps – 690 บาท/เดือน
    – 100/40Mbps – 877 บาท/เดือน
    – 200/50Mbps – 1,099 บาท/เดือน

    Power4 Package – เน็ตบ้านพร้อม AIS PLAYBOX และ 4G + Wi-Fi

    – 50/20Mbps – 799 บาท/เดือน
    – 100/30Mbps – 899 บาท/เดือน
    – 200/50Mbps – 1,099 บาท/เดือน

    Power4XTREME Package – เน็ตบ้านพร้อมเน็ตมือถือระดับ Gigabit

    – 1Gbps/100Mbps – เริ่มต้น 2,999 บาท/เดือน

    PowerBOOST Package – เน็ตอัปสปีดตั้งแต่เวลา 6:00 – 19.00 น.

    – ความเร็วสูงสุด 100/100Mbps – 790 บาท/เดือน
    – ความเร็วสูงสุด 300/300Mbps – 1,190 บาท/เดือน
    – ความเร็วสูงสุด 500/500Mbps – 1,990 บาท/เดือน

    Gamer Package – เน็ตอัปโหลดแรงสำหรับเกมเมอร์

    – 100/100Mbps – 799 บาทต่อเดือน

    ลูกค้าซิม AIS ได้รับสิทธิ์ราคาพิเศษทุกแพ็กเกจ

    – ฟรี! ค่าติดตั้งและเดินสายภายนอก มูลค่า 4,800 บาท
    – ฟรี! สิทธิ์ยืม Dual Band Wi-Fi Router มูลค่า 2,500 บาท*
    – ส่วนลดค่าแรกเข้า เพียง 650 บาท จากปกติ 2,000 บาท

    *คืนอุปกรณ์ที่ได้รับสิทธิ์ยืม เมื่อยกเลิกบริการ

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ AIS Fibre

    3BB Fiber

    รวมโปรเน็ตบ้านแต่ละค่าย

    – 10/5Mbps – 250 บาท/เดือน
    – 50/20Mbps – 590 บาท/เดือน
    – 100/30Mbps – 700 บาท/เดือน
    – 150/50Mbps – 900 บาท/เดือน
    – 200/100Mbps – 1,200 บาท/เดือน

    รวมโปรเน็ตบ้านแต่ละค่าย

    – ฟรีค่าติดตั้ง
    – รับสิทธิ์ยืมอุปกรณ์ GPON ONT มูลค่า 2,200 บาท สำหรับแพ็กเกจ 3BB Fiber 50M/20M เป็นต้นไป
    – ได้รับสิทธิ์ดู MONOMAX ฟรี 6 เดือน
    – ฟรี 3BB Wi-Fi เล่นเน็ตได้ไม่อั้น เมื่อสมัครบริการ Go Paperless
    – ฟรี 3BB CLOUDTV + Cloudbox และสิทธิ์พิเศษอื่น ๆ

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ 3BB

    True Super Fiber

    รวมโปรเน็ตบ้านแต่ละค่าย

    – 30/10Mbps – 599 บาท/เดือน
    – 50/20Mbps – 799 บาท/เดือน (พร้อมดูทีวี)
    – 100/30Mbps – 799 บาท/เดือน
    – 100/30Mbps – 899 บาท/เดือน (พร้อมดูทีวีและเน็ตมือถือ)
    – 1Gbps/500Mbps – เริ่มต้น 1,599 บาท/เดือน

    Gamer Pro Pack

    – 200/200Mbps พร้อมเน็ตมือถือ 4Mbps – 999 บาท/เดือน

    – ได้รับสิทธิ์ใช้ 4G/3G ไม่อั้นความเร็วสูงสุด 1Mbps
    – ฟรีค่าติดตั้ง 2,600 บาท
    – รับสิทธิ์ยืม Wi-Fi Router มูลค่าสูงสุด 3,900 บาท พร้อมรับส่วนลดค่าแรกเข้าเหลือ
    – เพียง 890 บาท (สุทธิ) จากปกติ 2,000 บาท

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ TrueOnline

    TOT fiber 2U

    รวมโปรเน็ตบ้านแต่ละค่าย

    BLUE SPEED

    – 100/50Mbps – 590 บาท/เดือน
    – 200/100Mbps – 900 บาท/เดือน
    – 500/100Mbps – 1,200 บาท/เดือน
    – 1Gbps/100Mbps – 1,590 บาท/เดือน
    รวมโปรเน็ตบ้านแต่ละค่าย

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ TOT

    C Internet by CAT

    รวมโปรเน็ตบ้านแต่ละค่าย

    Work All Day Play All Night

    – Work All Day 100M – 590 บาท/เดือน
    – Play All Night 100M – 590 บาท/เดือน
    – Work All Day 200M – 890 บาท/เดือน
    – Play All Night 200M – 890 บาท/เดือน

    รวมโปรเน็ตบ้านแต่ละค่าย

     

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ CAT Internet

    Sinet FTTx
    รวมโปรเน็ตบ้านแต่ละค่าย

    โปรเน็ตสบายใจ

    – 35/15Mbps – 399 บาท/เดือน
    – 50/20Mbps – 499 บาท/เดือน
    – 70/30Mbps – 599 บาท/เดือน
    – 100/40Mbps – 699 บาท/เดือน
    – 150/50Mbps – 799 บาท/เดือน
    – 200/100Mbps – 1,200 บาท/เดือน

    รวมโปรเน็ตบ้านแต่ละค่าย

    โปรเน็ตยกกำลัง 3 พร้อมดูทีวี + Cloud Camera

    – 35/15Mbps – 599 บาท/เดือน
    – 50/20Mbps – 749 บาท/เดือน
    – 100/40Mbps – 999 บาท/เดือน

    รวมโปรเน็ตบ้านแต่ละค่าย

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://men.kapook.com…

  • ข่าวทั่วไป
  • เทคโนโลยีสมัยใหม่ เทรนด์เทคโนโลยี เปลี่ยนยุคธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่

    เทคโนโลยีสมัยใหม่ วิถีชีวิตของเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทต่อผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความก้าวหน้า รวดเร็ว และเที่ยงตรง

    เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เทคโลยีที่มีหลากหลายเริ่มเป็นที่น่าจับตามมองที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมและธุรกิจในอนาคต ผลการสำรวจผลจาก Tech Breakthroughs Megatrend ซึ่งทำการสำรวจรูปแบบเทคโนโลยีกว่า 150 แบบทั่วโลกจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เพื่อค้นหาเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทในการพลิกโลกเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีในอนาคตอีก 3-7 ปีข้างหน้า

    อันดับ 1 ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI)
    Aiเรียกง่ายๆก็คือคอมพิวเตอร์ที่สามารถคิดและวิเคราะห์สิ่งต่างๆด้วยเหตุและผล จนสามารถตอบโต้การสนทนาได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนั้นยังสามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งที่ผ่านมาเป็นบทเรียนได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ถูกแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบเพราะการนำไปใช้งานของแต่ละองค์กรนั้นแตกต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าการบริการที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นเพียงบางส่วนของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น แต่ในอนาคต ความก้าวหน้าและผลสำเร็จของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะช่วยให้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของโลกอินเทอร์เน็ตถูกนำมาใช้ประโยชน์มากกว่าในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังสามารถช่วยเหลือมนุษย์ได้ทุกเรื่องจากการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งมนุษย์ไม่มีวันทำได้ แต่ถึงกระนั้นความกังวลใจเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์เองได้อย่างอิสระของปัญญาประดิษฐ์ก็ถูกมองว่าอาจจะเป็นภัยต่อมนุษย์ เพราะกรอบจริยธรรม ความคิด หรือแม้กระทั่งการตอบสนองจะต้องถูกควบคุมอย่างดี เพื่อให้ปลอดภัยกับมนุษย์มากที่สุด ก่อนที่จะเริ่มการปฏิวัติวงการด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั่นเอง

    อันดับ 2 โลกกึ่งเสมือนจริง (Augmented Reality หรือ AR)
    AR เทคโนโลยีโลกกึ่งเสมือนจริง ด้วยรูปแบบการผสมผสานเทคโนโลยีการมองเห็นกับโลกของความเป็นจริงมาเป็นหนึ่งเดียว ด้วยการซ้อนเทคโนโลยีเข้ากับการมองของมนุษย์ปกติ ทำให้เกิดมุมมองใหม่ของการเรียกใช้เทคโนโลยีและจัดการระบบได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยปัจจุบันแม้ว่าจะยังเป็นแค่การทำงานอย่างง่าย ๆ เช่น การออกกำลังกายในลู่วิ่ง เมื่อสวมแว่น VR เข้าไปจะทำให้การวิ่งนั้นมองเห็นวิวทิวทัศน์ในสถานที่ที่เราต้องการได้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือจะเป็นการสวมใส่ VR ในการจัดของเพื่อตรวจนับสต๊อกสินค้าไปในตัว เป็นต้น ซึ่งอีกไม่นานเราจะเห็นการนำ AR ไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งด้านความบันเทิงและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างแพร่หลายในอนาคต

    อันดับ 3 บล็อกเชน (Blockchain)
    บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีการร้อยต่อข้อมูลเข้าไว้ด้วยกันทั้งหมด โดยข้อมูลทุกบล็อกจะเป็นเหมือนสำเนาของตัวเอง เมื่อเกิดการแก้ไขจะทำให้ทุกบล็อกรับรู้การแก้ไขนั้น ๆ และมีประวัติเก็บไว้อย่างซับซ้อน โดยเนื้อแท้ของเทคโนโลยีจึงมีความปลอดภัยจากโครงสร้างที่เกิดขึ้น ซึ่งความสามารถของบล็อกเชนเริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อถูกนำมาใช้งานในรูปของ Bitcoin หรือเงินเสมือนจริงที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย ด้วยรูปแบบการบันทึกทุกกล่องเป็นสำเนาข้อมูลเหมือนกันหมด ทำให้บล็อกเชนมีความปลอดภัยมากกว่าการบันทึกด้วยมนุษย์หรือเครื่องมือบันทึกใด ๆ ที่มีอยู่เดิม และนั่นก็ทำให้บล็อกเชนได้รับความสนใจกับกลุ่มธุรกิจการเงินเช่นธนาคารเป็นอย่างมาก โดยเชื่อว่าบล็อกเชนจะเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่มีความปลอดภัยและรวดเร็วมากกว่าเทคโนโลยีการเงินที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

    อันดับ 4 โดรน (Drones)
    โดรนเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการบินที่ได้รับการพัฒนาให้มีขีดความสามารถของการบินหลายระยะด้วยระบบอัตโนมัติ ทำให้โดรนเข้ามาแทนที่ในการบินหลากหลายระบบทั้งเล็กและใหญ่ เช่น จากเดิมที่ใช้เครื่องบินใส่ปุ๋ยและยาพืชไร่ ก็สามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องโดรนที่บรรทุกปุ๋ยและยาบินเข้าพื้นที่แบบอัตโนมัติตามการวางโปรแกรมการบินเพื่อจัดการพื้นที่ได้อย่างไม่หลงลืม ซึ่งในปัจจุบันมีการใช้โดรนในหลายรูปแบบ ทั้งทางการทหาร การช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมทั้งการขนส่ง ทำให้โดรนกลายเป็นเครื่องมือขนส่งที่ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางอากาศระยะไกลได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขนส่งคนหรือสิ่งของก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยังไม่สามารถเกิดขึ้นจริงในเชิงพาณิชย์ แต่กระนั้นก็เริ่มมีการทดลองอย่างจริงจังในหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอีคอมเมิร์ซที่กลายมาเป็นระบบค้าขายที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน

    อันดับ 5 อินเทอร์เน็ตเพื่อทุกสิ่ง (Internet of Things หรือ IoT)
    เทคโนโลยี IoT เป็นสิ่งที่หลายคนพูดถึงกันมากที่สุด เพราะสามารถแทรกตัวเข้าไปได้แทบทุกอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีของการสื่อสารอุปกรณ์เท่านั้น โดยคาดหวังกันว่า IoT จะช่วยลดเวลาการจัดการทั้งหมดของมนุษย์ รวมไปถึงการดูแลความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้มีความปลอดภัย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ IoT ยังเป็นอุปกรณ์ที่จะเก็บข้อมูล รายงานสิ่งที่จำเป็นให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการตรวจสอบในระบบสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับได้ว่าการแทรกตัวเข้าไปของทุกอุตสาหกรรมยังมีต้นทุนที่ราคาไม่แพงเกินไป ด้วยอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ฝังเข้ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อช่วยในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ แต่หัวใจของการประมวลผลและคิดวิเคราะห์ยังคงใช้งานจากส่วนกลางเพื่อสนองตอบพฤติกรรมนั่นเอง

    อันดับ 6 หุ่นยนต์ (Robots)
    หุ่นยนต์เป็นเป้าหมายใหม่ของการทดแทนแรงงานในอนาคต เนื่องจากงานบางชนิดเป็นการใช้แรงงานที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ จนเกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน ด้วยค่าแรงที่ต่ำหรือปัญหาของพื้นที่ก็ตามแต่ ซึ่งในโลกอุตสาหกรรมหุ่นยนต์แขนกลที่ทำหน้าที่แทนหนุ่มสาวโรงงาน ทั้งการยกของจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งหรือทำงานซ้ำ ๆ แบบเดิมตามไลน์การผลิต มักใช้หุ่นยนต์แขนกลที่มีเพียงจังหวะหมุนของการผลิตเท่านั้น และนอกจากอุตสาหกรรมการผลิตแล้ว หุ่นยนต์ยังสามารถเข้าไปแทนที่การทำงานในแง่มุมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ่นยนต์ดับเพลิง กู้ภัย หรือแม้กระทั่งหุ่นยนต์ให้บริการ ทำให้ในอนาคต หุ่นยนต์จะถูกนำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์มากขึ้น

    เทคโนโลยีสมัยใหม่

    อันดับที่ 7 โลกเสมือนจริง (Virtual Reality หรือ VR)
    VR เป็นเทคโนโลยีที่อาจจะดูใกล้เคียงกับ AR หากมองแบบผิวเผิน แต่จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะวิธีการใช้หรือรูปแบบที่นำไปใช้ก็ตาม นั่นเพราะ VR เป็นสิ่งที่อยู่ในโลกเสมือนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ร่างกายเพียงตอบสนองกับสิ่งที่เห็นเพื่อฝึกฝนหรือเพื่อความบันเทิง โดยที่ไม่มีการซ้อนกันของโลกความเป็นจริงแต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น การทำเครื่อง VR เพื่อฝึกบินเครื่องบินตามรุ่นต่าง ๆ ช่วยลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการฝึกบินบางส่วน หรืออีกตัวอย่างเป็นการฝึกผ่าตัดของแพทย์เพื่อความเชี่ยวชาญ แน่นอนว่าเครื่องเหล่านี้สร้างระบบครอบการรับรู้ของมนุษย์ทั้งหมดไว้เพื่อสร้างโลกเสมือนที่อาจจะใกล้เคียงหรือไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เป็นอยู่ก็เป็นได้

    อันดับที่ 8 ระบบพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing)
    เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ อาจจะฟังดูเป็นเครื่องพรินเตอร์ที่วุ่นวายกับเรื่องหมึกไปสักหน่อย แต่แท้จริงแล้วเครื่องนี้กลับเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป เนื่องจากฟีเจอร์การทำงานเป็นเหมือนการแกะสลักด้วยแบบดิจิทัลที่สั่งงานโดยคอมพิวเตอร์ ค่อย ๆ แกะเนื้อวัสดุออกตามที่ต้องการไปทีละขั้นทีละตอน เหมือนการขึ้นรูปวัสดุ และนั่นก็ทำให้เครื่องพิมพ์ 3 มิติเป็นที่หมายปองของนักออกแบบ เพราะเพียงเวลาไม่นาน แบบที่ร่างไว้ในคอมพิวเตอร์ก็จะถูกพรินต์ออกมาเป็นโมเดล 3 มิติที่จับต้องได้ทุกประการ ด้วยจุดเด่นของการทำงานที่ไม่จำกัดจำนวน และรวดเร็วเช่นที่พรินเตอร์จะพิมพ์ออกมาได้ ทำให้เครื่องพิมพ์เช่นนี้หลุดเข้าไปในหลากหลายอุตสาหกรรม แน่นอนว่าในวงการแพทย์ที่มีการออกแบบอวัยวะเทียมเพื่อทดแทนอวัยวะสำคัญที่ขาดหายไป การออกแบบด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติแล้วฉีดเซลล์เข้าไปเพื่อลดอาการต่อต้านก็จะสามารถทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

    จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีทั้ง 8 นี้ต่างมีบทบาทของการพัฒนาและคุณประโยชน์ที่สามารถพลิกการใช้งานเครื่องมือในปัจจุบันของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่จะต่อยอดในอนาคตจะมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไป และท้ายที่สุด คนธรรมดาก็สามารถเอื้อมถึงได้นั่นเอง

    เทคโนโลยีสมัยใหม่

    ขอบคุณแหล่งที่มา http://cre8tivewebsolutions.com/…

  • ข่าวทั่วไป
  • เผยเทคโนโลยีล้ำ กล้องอ่านความรู้สึก-วิเคราะห์รอยยิ้ม ภายในมีอะไรซ่อนอยู่ ?

    เผยเทคโนโลยีล้ำ  บริษัทเทคโนโลยีเผยพัฒนาการของเทคโนโลยีจดจำใบหน้า กล้องอ่านความรู้สึก ช่วยวิเคราะห์ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายใน

    เผยเทคโนโลยีล้ำ ภายใต้รอยยิ้มที่เห็นนั้น มีอะไรซ่อนอยู่หรือไม่

    เทคโนโลยีจดจำใบหน้าถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคนเข้าประเทศ การปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ หรือการระบุตัวอาชญากร เป็นต้น และในปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวก็มีการพัฒนาให้มีความละเอียดซับซ้อนมากขึ้น ล่าสุด หลาย ๆ บริษัทที่เกี่ยวข้องในด้านนี้ได้ออกมาเผยว่า พวกเขามีเทคโนโลยีที่สามารถอ่านความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายในได้ สามารถวิเคราะห์ได้ว่ารอยยิ้มที่เห็นนั้น เกิดขึ้นจากความรู้สึกใด และสามารถตรวจจับพฤติกรรมต้องสงสัยได้

    วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 สำนักข่าวบีบีซี เผยรายงานว่า นับตั้งแต่ปี 1970 นักจิตวิทยาเคยกล่าวไว้ว่า พวกเขาสามารถอ่านความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในมนุษย์ได้ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Micro Expressions หรือ การวิเคราะห์การตอบสนองและแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง เพื่อรับรู้ถึงความคิดและความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายใน อันเป็นประโยชน์ในการจับเท็จ แต่ในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ได้แทนมนุษย์ด้วยกันเอง

    โอลิเวอร์ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกล้องวิดีโอวงจรปิดจากบริษัท IHS Markit กล่าวว่า มีการนำกล้องที่มีความละเอียดสูงและมีการประมวลผลที่รวดเร็ว มาใช้วิเคราะห์ความรู้สึกของผู้คนเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจเชิงพาณิชย์ เช่น การวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าในตลาดเกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการ

    เผยเทคโนโลยีล้ำ 

    ด้านบริษัทเทคโนโลยี Affectiva ของสหรัฐอเมริกา ได้ทำการบันทึกวิดีโอของกลุ่มตัวอย่างโดยได้รับอนุญาต จากนั้นได้ทำการถอดรหัสความรู้สึกออกมาทีละชอต พร้อมทั้งสามารถวิเคราะห์ได้ว่าในขณะนั้นกลุ่มผู้ทดลองมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง

    นอกจากนี้ บริษัท WeSee ของทางสหราชอาณาจักร ยังได้เปิดเผยว่า พวกเขามีเทคโนโลยี AI ในการตรวจจับความรู้สึกของคนที่ซ่อนอยู่ภายใน โดยการอ่านจากสีหน้าและแววตา ตัวอย่างเช่น ความรู้สึกโกรธ หรือสงสัยที่ไม่ได้แสดงออกมา เทคโนโลยีที่ว่านี้ก็จะสามารถช่วยวิเคราะห์ได้ รวมไปถึงท่าทางและการเคลื่อนไหวก็จะถูกนำมาประกอบการวิเคราะห์ด้วย โดยทางบริษัทระบุว่า มีความถูกต้องอยู่ที่ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์

    เดวิด ฟุลตัน ทีมผู้บริหารของบริษัท WeSee เผยว่า ได้มีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในองค์กรด้านกฎหมาย เพื่อประโยชน์ด้านการสืบสวน ทั้งนี้ในอนาคตคาดว่าจะมีการนำกล้องวิดีโอที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวไปติดตั้งที่สถานีรถไฟใต้ดิน เพื่อตรวจจับอาการผิดปกติของผู้ต้องสงสัยที่อาจจะก่อเหตุร้าย และสามารถแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ให้เข้าระงับเหตุได้ก่อนที่จะเกิดเหตุขึ้น รวมไปถึงในสถานที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีผู้คนแออัด เช่น ในสนามฟุตบอล คอนเสิร์ต หรือการประชุมทางการเมือง เป็นต้น

    เป็นอุปกรณ์ที่ล้ำสมัยมากๆ และคาดว่าน่าจะมีแนวโน้มจะผลิต และ ขายในอีกไม่นานนี้ น่าสนใจและน่าซื้อมาใช้มากเลยใช่ไหมค้ะเพื่อนๆ กับเทคโนโลยีกล้องอ่านความรู้สึกคนได้ แบบนี้ต้องมีติดตัวไว้กันสักเครื่องแล้ว

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://hilight.kapook.com…

  • ข่าวกีฬา
  • 7 เทคโนโลยี จากวันวานสู่วันนี้ ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนกันนะ

    7 เทคโนโลยี

    7 เทคโนโลยี ทุกวันนี้เทคโนโลยีต่างๆ ล้วนพัฒนาไปเร็วมากจนบางคนอาจตามกันไม่ทันเสียด้วยซ้ำ

    7 เทคโนโลยี สำหรับท่านที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ก็คงจะได้เห็นการพัฒนาและความเปลี่ยนของเทคโนโลยีต่างๆ ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่เทคโนโลยี
    พัฒนาไปได้เร็วมากที่สุด วันนี้จึงขอชวนทุกคนมาระลึกความหลังกับ 7 เทคโนโลยีจากวันวานสู่วันนี้ ว่าจะเปลี่ยนแปลงไป
    มากแค่ไหนกันนะ ส่วนใครที่เกิดไม่ทันก็จะได้รู้ไปพร้อมๆ กันเลย

    โทรศัพท์มือถือ

     7 เทคโนโลยี
    ยังจำมือถือไซส์กระติกน้ำกันได้ไหม หลังจากนั้นผู้ผลิตก็เริ่มพัฒนาให้ขนาดมันเล็กลงจนพกพาได้สะดวกมากขึ้นและเล็กลงเรื่อยๆ รวมทั้งพัฒนาจอขาว-ดำให้เป็นหน้าจอสี แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่ยุคสมาร์ทโฟนก็เริ่มพัฒนาให้หน้าจอใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แถมยังใช้แอปพลิเคชันและเล่นเน็ตได้อีกต่างหาก จนถึงขนาดที่ปัจจุบันสามารถทำธุรกรรมบนมือถือได้แล้ว

    โทรทัศน์

     7 เทคโนโลยี
    จากจอแก้วขาวดำที่ถูกพัฒนาให้เป็นโทรทัศน์สี ตามด้วยจอแบน จนกระทั่งจอ LCD/LED ในปัจจุบัน พร้อมทั้งพัฒนาให้มีขนาด
    หน้าจอและความละเอียดที่มากขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งจอ 3D และใช้อินเทอร์เน็ตได้ หรือแม้กระทั่งแอปพลิเคชันก็ยังใช้ได้ จนปัจจุบันยังสามารถเชื่อมต่อกับทั้งโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ได้ ทำให้สะดวกสบายมากขึ้นอีก

    สื่อบันทึกข้อมูลด้านบันเทิง

     7 เทคโนโลยี
    สมัยก่อนสื่อบันทึกข้อมูล เช่น ภาพยนตร์หรือเพลงจะบันทึกลงในม้วนเทป แต่เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิตอลก็ถูก เปลี่ยนเป็นแผ่น Optical Disc (CD/DVD/Blu-ray) และล่าสุดก็มีการดูหนังฟังเพลงแบบออนไลน์กันแล้ว จริงๆ แล้วเคยมีแผ่น MD ของโซนี่ด้วยนะ แต่หลายคนอาจจะลืมกันไปแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ได้สร้างผลกระทบกับธุรกิจหลายธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนี้เป็นอย่างมาก อาทิ ร้านเช่าวีดีโอ หรือร้านขายแผ่นซีดีเพลง นั่นเอง

    ที่เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์

     7 เทคโนโลยี
    ฮาร์ดดิสก์ในยุคแรกๆ มีขนาดที่ใหญ่มโหฬารและราคาที่แพงมาก แต่มีความจุอันน้อยนิด รวมทั้งแผ่น Floppy Disk สุดคลาสสิกที่เคยใช้กันอย่างแพร่หลายนั้นมีความจุเพียงแค่ 1.44MB เท่านั้น ลองเทียบกับยุคนี้ที่ความจุนับสิบ-ร้อย GB มีขนาดเล็กแค่ปลายนิ้วมือดูสิ แถมปัจจุบันยังพัฒนาจนมีระบบ Cloud ที่เก็บไฟล์ได้มหาศาลและสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกสถานที่เพียงแต่มีอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

    เครื่องเล่นเกม

     7 เทคโนโลยี 
    สมัยเด็กๆ ใครที่ชอบเล่นเกมน่าจะได้สัมผัสเกมยุคที่ยังใช้ตลับกันอย่างแน่นอน แถมจอยเกมก็มีปุ่มให้กดเพียงไม่กี่ปุ่มเท่านั้น แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป จากที่เป็นตลับก็เปลี่ยนมาใช้แผ่น Optical Disc จอยก็เริ่มมี
    ก้าน

    มันน่าหงุดหงิดเนอะที่เวลาจะเล่นเน็ตแล้วต้องมารอ Connect บางทีก็ต่อไม่ค่อยติด ช้าก็ช้า กับความเร็วแค่ 56k โทรศัพท์ดังเน็ตก็ชอบหลุด แต่สมัยนี้เค้าปาเข้าไปเป็น 10-100Mbps กันแล้ว สายโทรศัพท์ก็กลายเป็นสายไฟเบอร์ใยแก้วนำแสง โหลดอะไรก็เร็วไปหมด อีกอย่างคือค่าบริการอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันก็ถูกกว่าเมื่อก่อนอีกด้วย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับความเร็วในการเชื่อมต่อข้อมูลแล้ว

    กล้องถ่ายรูปจากยุคกล้องอนาล็อก

     7 เทคโนโลยี
    ใช้ฟิล์มในการเก็บภาพ ฟิล์มม้วนนึงถ่ายได้แค่ 30 กว่ารูป ถ่ายเสร็จต้องไปให้ร้านถ่ายรูปอัดรูปให้ รูปออกมาไม่สวยก็ทำใจกันไป เพราะตอนถ่ายมันดูตัวอย่างไม่ได้ แต่ปัญหาก็หมดไปเมื่อเข้าสู่ยุคกล้องดิจิทัล ไม้ต้องง้อฟิล์มอีกต่อไป เก็บรูปลงเมมโมรี่ ถ่ายแล้วไม่ถูกใจก็ลบทิ้งถ่ายใหม่ได้เรื่อยๆ และล่าสุดกล้องถ่ายรูปก็สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ถ่ายรูปแล้วแชร์บนโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ทันทีด้วย

    เห็นได้ว่าเทคโนโลยีมีต่างๆ การพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละชนิดที่ยกตัวอย่างมานั้นก็เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรา และพบเห็นกันอยู่ทุกวัน ดังนั้นเราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ก้าวต่อไปในการพัฒนาของเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นอย่างไร

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.g-able.com…

  • ข่าวกีฬา
  • โลกใบใหม่: ครูยุคใหม่…ไม่ปรับตัว ไม่ใช่แค่แพ้ แต่มีโอกาสสูญพันธุ์!

    โลกใบใหม่

    โลกใบใหม่ ความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ได้สรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ที่มนุษย์คาดไม่ถึง เทคโนโลยีคือส่วนหนึ่งของชีวิต

    โลกใบใหม่ ทุกคนกลายเป็นพลเมืองดิจิทัลอย่างไม่อาจปฏิเสธ โทรศัพท์มือถือไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่กลายกลืนเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิตไปโดยปริยาย ที่มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตไม่แพ้อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย

    ความเปลี่ยนแปลงของชีวิต เทคโนโลยี ไปจนถึงวิธีคิดยุคใหม่ ได้รุกล้ำเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ! การเป็นครูในยุคนี้คือความท้าทายในการก้าวผ่าน ก้าวผ่านจากอดีตสู่อนาคต! ในอดีตครูคือปูชนียบุคคลของสังคม เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการสืบสาน ถ่ายทอดความรู้และความดี แต่ด้วยบริบทและความคิดทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ระบบการถ่ายทอดทางทฤษฎีลดน้อยลง ปรับบริบทแบบแผนสู่การเรียนการสอนในแบบการศึกษาเชิงความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น แม้จะยังคงไว้ซึ่งความรู้และความดี

    บทสะท้อนจากงานสัมมนา “ครูไทยในอนาคตเพื่อการสอนสถาปัตย์อย่างสร้างสรรค์” จัดโดยนักศึกษาปี 4 สถาปัตย์และการออกแบบ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ สจล. ที่มี ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เป็นอธิการบดี อธิการบดีคนรุ่นใหม่ที่โด่งดังได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับครูยุคใหม่ไว้อย่างน่าสนใจว่า ‘ครู’ ต้องไม่ยัดเยียด แต่ต้องส่งเสริมสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน การเป็น ‘ครู’ ในยุคที่เด็กสามารถหาความรู้ได้เองนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่การหยิบสีมาแต้มอีกต่อไป! แต่เป็นการค้นให้พบว่า เด็กแต่ละคนเป็นสีอะไร และต้องส่งเสริมเด็กอย่างไร ต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคที่เรียกว่า “หักศอก”

    แม้ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนเราเข้มข้นขึ้นทุกขณะ แต่สิ่งที่มนุษย์มีทักษะเหนือกว่านั้นคือ ความคิดสร้างสรรค์ จึงเป็นมุมคิดที่ต้องรู้ว่าเราควรสร้างเด็กให้คิดนอกกรอบและรู้จักสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญ

    ครูในอนาคตจะเป็นอาชีพที่ถูกท้าทายมากที่สุด ในยุคที่เด็ก I don’t care คือ ไม่สนว่าเรียนแล้วได้อะไร ไม่เชื่อว่าหลักสูตรตอบโจทย์ชีวิต ผนวกกับยุคนายจ้าง I don’t care เหมือนกัน คือไม่สนว่าคุณเรียนจบแล้วได้ปริญญาอะไรมา หรือจะจบมหาวิทยาลัยดังแค่ไหนก็ตาม หากทำงานไม่ได้ ไม่ดี ฉันก็ไม่สน ไม่จ้าง ครูจึงต้อง ‘เปลี่ยน’ เพราะหากไม่เปลี่ยน ไม่ใช่แค่ ‘แพ้’ แต่ถึงกับ ‘สูญพันธุ์’

    ครูยุค Disruption ควรต้อง 1.สอนเด็กให้ทำงานได้ ทำงานเป็น มีความเชี่ยวชาญจริง ไม่ใช่สอนเพื่อไปสอบเพื่อให้ได้ปริญญา เพราะใบปริญญากำลังจะหมดความนิยม อาชีพครูจึงต้องปรับตัวให้ทันผู้เรียนและเทคโนโลยี รู้ถึงวิธีคิดใหม่ๆ การออกแบบชีวิตของตัวเองที่จะเรียนรู้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องเรียนรู้หลายๆ องค์ความรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพขึ้นไปสู่ครูยุคใหม่

    โดยเฉพาะครู ‘อาชีวะ’ ถือว่าเป็นไฮไลต์สำคัญของระบบการศึกษาไทยเลยก็ว่าได้ เนื่องจากต้องผลิตบุคลากรออกมารองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เรียกว่า 12 S-curve ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องการคนทำงานเป็นมากกว่าคนที่ได้รับปริญญา หรือเกียรตินิยม แม้กระทั่งบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิล ก็ยังมองความสามารถของผู้สมัครงานมากกว่าใบประกาศเกียรติคุณ ถ้าโปรไฟล์ดี แต่ทำงานไม่เป็นก็ไม่รับเข้าทำงาน

    ครูยุคดิจิทัลจึงต้องตามเทรนด์ของเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ต้องเข้าใจความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีกับมนุษย์ ที่นับวันจะแนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การจ่ายเงิน การซื้อตั๋ว หรือแม้กระทั่งการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ล้วนกระทำผ่านโทรศัพท์มือถือเกือบทั้งสิ้น ข้อมูลทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ในโทรศัพท์เครื่องเดียว จนเกือบจะพูดได้ว่าเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้ว

    ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กลายเป็นที่พึ่งสำคัญของมนุษย์ คิดอะไรไม่ออกก็ต้องถามกูเกิล การเป็นครูยุคใหม่จึงต้องสะท้อนบทบาทที่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ เข้าใจบริบทของสังคมและประเทศที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น การผลิตนักศึกษาที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ไม่ใช่การสอนตามหลักสูตรในตำรา แต่สอนตาม “ความต้องการ” ของงานและการพัฒนาประเทศ เมื่อนักศึกษาจบมาก็สามารถทำงานได้เลย

    การเปลี่ยนแปลงของครูจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและประเทศชาติ แม้กระทั่งญี่ปุ่น ประเทศแห่งเทคโนโลยีที่ให้ความสนใจในการผลิตบุคลากรมาอย่างต่อเนื่อง เกิดการสะดุดวูบเดียวก็มีปัญหาขาดแคลนแรงงาน จนต้องแก้กฎหมายนำเข้าแรงงานต่างชาติ เพื่อป้อนความต้องการของอุตสาหกรรมภายในประเทศ เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ในขณะที่บุคลากรวัยแรงงานลดน้อยลงไปทุกที โดยเฉพาะแรงงานทักษะขั้นสูงซึ่งไม่ใช่เฉพาะญี่ปุ่น แต่เป็นเหมือนกันทั่วโลก เมืองไทยอาจจะเริ่มช้าไปบ้าง แต่เริ่มช้าก็ยังดีกว่าไม่ได้เริ่ม

    ข้อคิดที่ว่าหากครูไม่ปรับตัว ไม่ใช่แค่แพ้ แต่จะถึงกับสูญพันธุ์ จึงเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ยิ่งนับวันยิ่งจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คงได้เห็นครูที่ปรับตัวไม่ได้หายไปจากระบบการศึกษาไปเรื่อยๆ ตามที่อธิการมหาวิทยาลัยรุ่นใหม่อย่าง ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ว่าไว้!.

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.ryt9.com

     …

  • ข่าวทั่วไป
  • ไทยจะมี 5G ในปี 2563? ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบายขึ้น

    ไทยจะมี 5G ในปี 2563?

    ไทยจะมี 5G ในปี 2563 ใครได้แวะไปชมการสาธิตเทคโนโลยี 5G ก็คงทึ่งกับเทคโนโลยีสุดล้ำไปตามๆกัน

    ไทยจะมี 5G ในปี 2563 เร่งวันเร่งคืนอยากให้เมืองไทยมี 5G เร็วๆ เพราะเป็น Digital Transformation เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ ช่วยยกระดับอุตสาหกรรม และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบายขึ้น

    เมื่อเปรียบเทียบการใช้งานระหว่าง 5G กับ 4G จะพบว่าความเร็วของ 5G เหนือกว่าประมาณ 20 เท่า ความจุมีขนาดใหญ่กว่าประมาณ 100 เท่า และ ความหน่วงหรืออาการสะดุดน้อยกว่า 10 เท่า ใครอยากสัมผัสความแตกต่างก็ไปชมการสาธิต 5G ได้ ซึ่งค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ได้รับอนุญาตจาก กสทช.ให้จัดแสดงเทคโนโลยี 5G กันแล้ว โดยค่ายเอไอเอสจัดแสดงที่ AIS DC ชั้น 5 ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ไปจนถึงวันที่ 15 ธ.ค.นี้ ส่วนทรูกับดีแทคก็คงจะตามมาติดๆ ทุกค่ายจะขนเทคโนโลยีล้ำสมัยมาโชว์เต็มที่ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะก้าวสู่ยุค 5G

    เทคโนโลยีที่เอไอเอสนำมาแสดงเช่น หุ่นยนต์ หรือ แขนกล ที่ใช้ในกระบวนการผลิต ควบคุมผ่านอินเตอร์เน็ต 5G และการถ่ายทอดสดผ่าน Virtual Reality (VR) ที่ให้ความคมชัดเสมือนจริงมองได้รอบด้าน 360 องศา และยังสามารถโต้ตอบกับเราได้ ไม่ใช่แค่เพียงรับชมอย่างเดียว

    มีหลายประเทศได้นำเทคโนโลยี 5G มาทดลองให้บริการแล้วอาทิ โดรนส่งของ Connected Drone ที่ใช้ส่งพัสดุ อาหาร หรือแม้กระทั่งเครื่องมือช่วยชีวิตกรณีเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน รถยนต์ไร้คนขับ Connected Car ที่จะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ด้วยระบบ Electronic Emergency Brake Light (EEBL) สื่อสารระหว่างรถยนต์ด้วยกันเพื่อเตือนกรณีรถข้างหน้าเบรกกะทันหัน แต่คนขับรถที่ตามมาไม่สามารถมองเห็นไฟเบรกได้ชัดเจน และยังมีระบบ โรงงานอัจฉริยะ Connected Factory ซึ่งในต่างประเทศเริ่มเห็นการใช้งานเซ็นเซอร์เชื่อมโยงผ่าน 5G ตรวจสอบสถานะอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆในโรงงานว่าอยู่ที่ใด การใช้งานเกิดประโยชน์มากน้อยแค่ไหน

    ไทยจะมี 5G ในปี 2563?

    นับจากนี้เราจะได้ยินคนกล่าวถึง 5G มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีหน้าจะมีการตั้งศูนย์ทดสอบ 5G ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) อย่างไรก็ตาม ผมไม่แน่ใจว่าประเทศไทยจะได้ใช้ 5G เมื่อไหร่? ถึงแม้ สำนักงาน กสทช. ตั้งเป้า จะให้ประเทศไทยมี 5G ใช้ภายในเดือน ต.ค.2563 โดยเตรียมพร้อมเรื่องคลื่นความถี่ไว้รองรับอย่างดีแล้ว ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศผลักดัน ไทยแลนด์ 4.0 จะสร้าง สมาร์ทซิตี้ ที่กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต และ ทำไซเบอร์พอร์ต แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นตามแผนแน่หรือ?

    ปัญหาใหญ่คือเม็ดเงินลงทุนของเอกชน ในปี 2563 ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ต้องชำระค่าคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ รวมเป็นเงิน 1.35 แสนล้านบาท ซึ่งคงทำให้หน้าตักร่อยหรอ เหลือไม่พอประมูลคลื่น 5G นั่นย่อมส่งผลกระทบถึงการลงทุนในด้านต่างๆต้องสะดุดลง

    ถ้ารัฐบาลมีจุดยืนแน่วแน่จะผลักดันให้เกิด 5G ก็ควรวางแนวทางให้ชัดเจนว่าจะเดินหน้าอย่างไร วันนี้ผมอยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายเวลาการชำระค่าคลื่น 4G ออกไปก่อน เพื่อต่อลมหายใจกับภาคเอกชนได้มีเงินทุนมาประมูล 5G และลงทุนสร้างโครงข่าย ซื้ออุปกรณ์รองรับ

    วิธีนี้ไม่ได้ทำให้รัฐเสียประโยชน์ ถึงอย่างไรเงิน 1.35 แสนล้านบาทก็ยังต้องส่งเข้ารัฐอยู่ดี เพียงแต่ระหว่างนี้เปิดช่องให้เอาเงินไปเตรียมลงทุนผลักดันให้เกิด 5G ได้ตามเป้าหมายของภาครัฐ ในโลกยุคดิจิทัลที่เงินหมุนเร็ว การมี 5G จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ล้วนได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย

    ถ้าวันนี้รัฐบาลยังละล้าละลังไม่กล้าตัดสินใจ พอถึงปี 2563 หลายประเทศทั่วโลกจะเริ่มต้นก้าวสู่ 5G เต็มตัว แต่ไทยจะกลายเป็นประเทศล้าหลังไปโดยปริยาย.

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th