• เครื่องมือสื่อสาร
  • องค์ประกอบ เทคโนโลยี การสื่อสารโทรคมนาคมมีอะไรบ้าง

    เทคโนโลยี

        เทคโนโลยี การสื่อสารโทรคมนาคมถือเป็นเทคโนโลยีด้านการติดต่อสื่อสาร การับส่งข่าวสารข้อมูลระยะไกลด้วยการส่งจากเครื่องคอมพิวเตอร์

    และอุปกรณ์อื่นๆ จากระยะไกลไปถึงกันได้ ส่งผลให้สามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศอื่นๆ ไปยังผู้ใช้งานในแหล่งต่างๆ

    ได้อย่างสะดวกสบาย ถูกต้อง รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ รูปแบบของการส่งที่ว่านี้อาจเป็นการส่งด้วยตัวเลข, ภาพ, ตัวอักษร และเสียง

    อย่างไดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างพร้อมกันก็ได้ ซึ่งเทคโนโลยีสำหรับการใช้สื่อสาร เผยแพร่เหล่านี้ประกอบไปด้วย

    เทคโนโลยีสื่อสารแบบมีสายและไร้สาย อาทิ โทรศัพท์ โมเด็ม แฟ็กซ์ วิทยุกระจายเสียง เคเบิ้ลใยแก้วนำแสง วิทยุโทรทัศน์

    ดาวเทียม คลื่นไมโครเวฟ เป็นต้น ซึ่งกลไกหลักๆ ของการสื่อสารโทรคมนาคมจะแยกออกเป็น 3 ส่วน คือ ต้นทางของข้อความ, สื่อกลางด้านการรับส่งข้อความ และปลายทางผู้รับข้อความ

    องค์ประกอบของเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม

    1.เครื่องส่งสัญญาณ – ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าซึ่งใช้แทนข่าวสารจากต้นกำเนิดให้กลายเป็นสัญญาณ หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอันเหมาะสมส่ำหรับการส่งต่อออกไปยังปลายทาง เช่น โทรศัพท์ เครื่องจะแปลงสัญญาณไฟฟ้าจากเสียงพูดให้เป็นแม่เหล็กไฟฟ้าแล้วส่งต่อไปยังปลายทางเพื่อทำการสื่อสารข้อมูล เป็นต้น
    2.ระบบการส่งผ่านสัญญาณ – มีการแปลงสัญญาณไฟฟ้าซึ่งใช้แทนข่าวสารต่างๆ ให้กลายเป็นสัญญาณ คลื่นแม่เหล็กที่เหมาะสม สัญญาณก็ถูกส่งผ่านระบบการส่งสัญญาณแล้วต่อไปยังเครื่องผู้รับ
    3.เครื่องรับสัญญาณ – ทำการเปลี่ยนสัญญาณซึ่งถูกส่งผ่านจากต้นทางให้กลับมาเป็นตัวสัญญาณไฟฟ้าแทนข่าวสารี่ถูกส่งมาจากต้นทางแล้วให้อุปกรณ์แปลงกลับมาเป็นข่าวสารอีกครั้งเพื่อให้ผู้รับสารสามารถเข้าใจในรายละเอียดนั้นๆ ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโมเด็มหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่มีความเหมาะสม
    4.ผู้รับสัญญาณ – นี่คือส่วนสุดท้ายของระบบโทรคมนาคมทำหน้าที่รับข้อมูลข่าวสารซึ่งถูกส่งมาจากแหล่งต้นกำเนิด หมายถึงว่าอุปกรณ์รับสัญญาณกับอุปกรณ์ที่ส่งสัญญาณมาอาจเป็นชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดได้ เช่น คอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์กับมือถือ เป็นต้น

    ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.telecommuteresource.com

  • เครื่องมือสื่อสาร
  • ความหมายของ โทรศัพท์

    โทรศัพท์

    โทรศัพท์

    ตัวอย่างของโทรศัพท์มือถือ

    โทรศัพท์มือถือ หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ (และมีการเรียก วิทยุโทรศัพท์) คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการสื่อสารสองทางผ่าน โทรศัพท์มือถือใช้คลื่นวิทยุในการติดต่อกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือโดยผ่านสถานีฐาน โดยเครือข่ายของโทรศัพท์มือถือแต่ละผู้ให้บริการจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายของโทรศัพท์บ้านและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของผู้ให้บริการอื่น โทรศัพท์มือถือที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นในลักษณะคอมพิวเตอร์พกพาจะถูกกล่าวถึงในชื่อสมาร์ตโฟน

    โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันนอกจากจากความสามารถพื้นฐานของโทรศัพท์แล้ว ยังมีคุณสมบัติพื้นฐานของโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มขึ้นมา เช่น การส่งข้อความสั้นเอสเอ็มเอส ปฏิทิน นาฬิกาปลุก ตารางนัดหมาย เกม การใช้งานอินเทอร์เน็ต บลูทูธ อินฟราเรด กล้องถ่ายภาพ เอ็มเอ็มเอส วิทยุ เครื่องเล่นเพลง และ จีพีเอส

    โทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องแรกถูกผลิตและออกแสดงในปี พ.ศ. 2516 โดย มาร์ติน คูเปอร์ (Martin Cooper) นักประดิษฐ์จากบริษัทโมโตโรลา เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักประมาณ 1.1 กิโลกรัม[1] ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2543 ที่มีจำนวน 12.4 ล้านคน[2] มาเป็น 4,600 ล้านคน[3]

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://ammpachareeporn.wordpress.com

  • เครื่องมือสื่อสาร
  • ความรู้ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์สื่อสารสำคัญของมนุษย์

    โทรศัพท์มือถือ

     โทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง

    4 ประโยชน์หลักของมือถือ

    1 สำหรับการติดต่อสื่อสาร – นี่คือประโยชน์ข้อแรกซึ่งเราเห็นได้ชัดเจนที่สุดของมือถือ ในอดีตการติดต่อสื่อสารผ่านมือถือนับว่าเป็นอะไรที่สะดวกมากๆ แม้จะมีไม่กี่ช่องทาง เช่น การโทรหากัน การส่งข้อความ เป็นต้น ยิ่งในปัจจุบันการใช้มือถือในการติดต่อสื่อสารก็มีหลายช่องทางขึ้นยิ่งทำให้กลายเป็นประโยชน์อย่างสูงเลยทีเดียว
    2 ด้านความบันเทิงรูปแบบต่างๆ – ความบันเทิงทุกชนิดถูกเหมารวมเอาไว้ในมือถือแค่เครื่องเดียวในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็น การดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม อ่านนิยาย โซเชี่ยลมีเดีย และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกว่าพกมือถือเอาไว้ได้ความบันเทิงครบครันทุกรูปแบบ
    3 ถ่ายรูป – สมัยนี้เราไม่จำเป็นต้องพกกล้องถ่ายรูปอะไรให้วุ่นวายอีกต่อไปเพราะมือถือได้ถูกพัฒนาเรื่องกล้องจนแทบจะเทียบเท่าหรือบางรุ่นก็ดีกว่ากล้องถ่ายรูปไปเรียบร้อย แถมยังมีโหมดการแต่งภาพต่างๆ ในตัวแบบไม่ต้องเสียเวลามานั่งปรับแต่งในคอมพิวเตอร์อีกต่างหาก
    4 เช็คข่าวสารเรื่องราวต่างๆ – จะทำการเช็คอีเมล์ ตรวจสอบข่าวสาร พยากรณ์อากาศ หรือแม้แต่การใช้เป็นแผนที่นำทางมือถือสมัยนี้ทำได้หมด เรียกว่าประโยชน์เกินคุ้มเหนือคำบรรยายจริงๆ

    4 ประโยชน์หลักของคอมพิวเตอร์

    1 สำหรับการศึกษา – ปฏิเสธไม่ได้ว่าคอมพิวเตอร์มีบทบาทด้านการศึกษาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลต่างๆ ใช้สำหรับทำหนังสือ รายงาน หรือแม้แต่การเรียนการสอนที่สมัยนี้ก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยในการบรรยายหรือดูข้อมูลที่น่าสนใจต่างๆ
    2 ด้านความบันเทิงรูปแบบต่างๆ – ตรงนี้ก็ไม่ได้ต่างกับการใช้มือถือในทุกด้านเลยแม้แต่น้อยแถมบางคนยังชอบมากกว่าเพราะจอใหญ่ดูกับฟังเสียงได้สะใจ
    3 สำหรับการทำงาน – นี่ก็เป็นอีกประโยชน์ที่ยุคนี้คอมพิวเตอร์คือส่วนหนึ่งของการทำงานไปเรียบร้อย อาจบอกได้ว่าทุกบริษัททุกองค์กรต้องมีคอมพิวเตอร์สำหรับการใช้งานไม่ว่าจะเป็น ระบบบัญชี, การติดต่อลูกค้า, หาข้อมูลสินค้าบริการ, ระบบคลังสินค้า และอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน
    4 ด้านวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ – เทคโนโลยีอย่างคอมพิวเตอร์ถูกนำเข้ามามีส่วนร่วมกับวงการวิทยาศาสตร์ และวงการแพทย์มาอย่างยาวนาน เช่น การตรวจโรคต่างๆ การใช้สำหรับวิเคราะห์เซลล์ และอื่นๆ อีกมากมาย

    ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.telecommuteresource.com

  • เครื่องมือสื่อสาร
  • ประเภทของ ระบบเครือข่าย

    ระบบเครือข่าย

    ระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

    1. เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network หรือ LAN)
    เป็น เครือข่ายระยะใกล้ ใช้กันอยู่ในบริเวณไม่กว้างนัก อาจอยู่ในองค์กรเดียวกัน หรืออาคารที่ใกล้กัน เช่น ภาพในสำนักงาน ภายในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ระบบเครือข่ายท้องถิ่นจะช่วยให้ติดต่อกันได้สะดวก ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ

    2. เครือข่ายระดับเมือง (Metropolitan Area Network หรือ MAN)
    เป็น เครือข่ายขนาดกลาง ใช้ภายในเมือง หรือจังหวัดที่ใกล้เคียงกัน เช่น ระบบเคเบิลทีวีที่มีสมาชิกตามบ้านทั่วไปที่เราดูกันอยู่ทุกวันก็จัดเป็นระบบ เครือข่ายแบบ MAN

    3. เครือข่ายระดับประเทศ (Wide Area Network หรือ WAN)
    เป็น ระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ ใช้ติดตั้งบริเวณกว้าง มีสถานนีหรือจุดเชื่อมต่อมากมาย มากกว่า 1 แสนจุด ใช้สื่อกลางหลายชนิด เช่น ระบบคลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ หรือดาวเทียม

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://sites.google.com/

  • เครื่องมือสื่อสาร
  • อัพเดทเครือข่าย มือถือรายใหญ่ เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟเอช มีคลื่นไหนอยู่ในมือบ้าง

            อัพเดทเครือข่าย  มือถือรายใหญ่
    หลังจากที่มีข่าวคราวอัพเดตล่าสุดถึงคลื่นความถี่ใหม่จากค่ายดีแทค ทางเราก็จะขอมาอัพเดตข้อมูลล่าสุดกันสักนิดว่า

    ตอนนนี้เครือข่ายมือถือในไทยแต่ละเจ้านั้นถือครองคลื่นความถี่ใดบ้าง และจุดเด่นของแต่ละค่ายนั้นคืออะไร เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกค่ายมือถือของคุณนั่นเอง

    เช็คทุกคลื่นความถี่ ทั้เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟเอช

    มาดูกันที่แบรนด์แรกอย่างเอไอเอสกันก่อน ซึ่งจากเดิมเอไอเอสถือครองคลื่นความถี่ 900MHz และ 1800MHz

    แต่หลังจากการประมูลคลื่นความถี่ในปี 2558 เอไอเอสจึงมีคลื่นความถี่ 900MHz คลื่น 1800MHz และคลื่น 2100MHz ความกว้างรวมกันทั้งหมด 40MHz พัฒนาเป็น AIS 4G Advance ซึ่งนอกจากการให้บริการอินเทอร์เน็ตแล้ว เอไอเอสยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองด้วยการเชื่อมต่อมาตรฐานผ่านเครือข่ายใยแก้วนำแสงไฟเบอร์ในพื้นที่ที่มีการใช้อุปกรณ์ไร้สายหนาแน่นทั้งภายในและภายนอกอาคาร และบริการ VoLTE HD voice เพื่อการสื่อสารที่คมชัดกว่า หรือจะเป็นเทคโนโลยีความเร็วสูงจากเอไอเอสอย่าง NEXT G ก็เป็นบริการที่น่าสนใจเช่นกัน

    อีกหนึ่งค่ายที่ลูกค้าไว้วางใจ กับ TrueMove H ที่มาพร้อมกับ 4G+ เป็นค่ายแรก บนคลื่นความถี่ที่เยอะที่สุดใน 3 ค่ายมือถือ ทั้งคลื่น 850MHz (เช่ากับทาง CAT) คลื่น 900MHz, คลื่น 1800MHz และคลื่น 2100MHz และทำให้มีแบนด์วิธคลื่นที่กว้างถึง 55MHz จึงสามารถรรองรับการใช้งานจากลูกค้าจำนวนมาก นอกจากนี้ ทางทรูมูฟเอชยังมาพร้อมด้วยบริการเสริมด้านความบันเทิงร่วมกับ 4G+ และแพ็คเกจการใช้งานที่ครอบคลุมและราคาโดนใจ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสิทธิภาพ ความเร็ว แรงที่สุดจากทรูมูฟเอช

    ส่วนค่ายดีแทคนี้มีการอัพเดตครั้งใหญ่ เพราะดีแทคได้นำคลื่นความถี่ 2300MHz ที่ทาง dtac และ TOT ลงนามสัญญาให้บริการ 4G LTE-TDD 2300MHz มีความกว้างที่สุด 60MHz รายแรกและรายเดียวในไทย และเมื่อร่วมกับคลื่นความถี่เดิมที่ดีแทคมีอยู่ทั้ง 850MHz, 1800MHz และ 2100MHz ความกว้างรวม 50MHz ทำให้ดีแทคกลายเป็นเครือข่ายที่มีแบนด์วิธกว้างที่สุดถึง 110MHz เลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังรองรับเทคโนโลยี TDD (Time Division Duplex) หรือการใช้งานคลื่นความถี่แบนด์เดียวเพื่อการรับและส่งข้อมูลในเวลาเดียวกัน ช่วยจัดสรรการใช้ช่องสัญญาณ เพื่อรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตจำนวนมหาศาลจากลูกค้าจำนวนมาก และเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าดีแทค

    สรุปสั้นๆ เลือกใช้งานคลื่นความถี่จากค่ายไหนดี
    สรุปทั้งสามค่ายมือถือในไทย ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายใด มีคลื่นความถี่ใดอยู่ในมือก็ตาม แต่อำนาจการตัดสินใจก็ยังอยู่ที่คุณลูกค้า ซึ่งเครือข่ายที่ใช่สำหรับคุณ นอกจากสัญญาณที่แรง ให้บริการรวดเร็วและเสถียรแล้ว เรื่องของราคาค่าใช้จ่าย โปรโมชั่นร่วมกับสมาร์ทโฟน อุปกรณ์ต่างๆ ที่เข้ากันได้กับสัญญาณของแต่ละคลื่นความถี่ และบริการเสริมอื่นๆ ก็เป็นอีกหลายปัจจัยที่ดึงดูดและช่วยในการตัดสินใจ

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.whatphone.net/article/

  • เครื่องมือสื่อสาร
  • จุดเริ่มต้น ของการเรียนรู้ การสื่อสาร

    จุดเริ่มต้น

       จุดเริ่มต้น  ของการเรียนรู้ การสื่อสาร 

     จุดเริ่มต้น เพราะภาษาคือเครื่องมือในการสื่อสาร เด็กที่พูดเก่ง พูดได้อย่างมีระบบ ใช้ภาษาเล่าเรื่องราวได้ดี มีแนวโน้มจะเป็นเด็กที่เรียนรู้สิ่งต่างๆ

    ได้ดี เพราะแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง เซลล์สมองส่วนต่างๆ มีการทำงานที่ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ สามารถเก็บเกี่ยวข้อมูลรอบตัวและสร้างความรู้ขึ้นมาได้

    นั่นคือเกิดกระบวนการคิดขึ้นในสมอง มีการเชื่อมโยงข้อมูลความรู้ และสามารถสรุปความคิดรวบยอดจนสามารถสื่อสารสิ่งที่คิดออกมาได้ การที่เราเรียนรู้และพัฒนาทักษะบางอย่างในช่วงวัยทารกไม่ว่าจะเป็นการนั่ง ยืน เดิน หรือส่งเสียงเพื่อการสื่อสารนั้น ต้องอาศัยความจำทั้งสิ้น นั่นคือ จำว่าเดินอย่างไรหรือส่งเสียงอย่างไร ซึ่งเป็นเสมือนฐานที่ทำให้เราเติบโตและมีพัฒนาการต่อๆ มานั่นเอง

    หากเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อุดมไปด้วยภาษา เต็มไปด้วยด้วยสรรพเสียง มีจังหวะ ทำนอง มีเสียงพูดของผู้คน จะทำให้การทำงานของสมองเด็กเกิดการพัฒนาที่ซับซ้อนขึ้น และมีพัฒนาการทางภาษาอย่างรวดเร็ว เด็กจะมีความสามารถทั้งเข้าใจภาษา (Receptive Language) และใช้ภาษา (Expressive Language) ในการสื่อสารกับคนอื่น คุณพ่อคุณแม่จึงต้องส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการทางภาษาและการสื่อสารที่ดี เพราะในยุคที่การสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว คนที่สามารถสื่อสารสิ่งที่ตนเองคิดและต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างดี รวมทั้งเข้าใจสารที่ผู้อื่นส่งมา จะช่วยให้ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น ลดความขัดแย้งระหว่างกัน และประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.enfababy.com

  • เครื่องมือสื่อสาร
  • ONLINE MARKETING ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากยิ่งขึ้น

    ONLINE

        ONLINE MARKETING การใช้เครื่องมือสื่อสารบนโลกของการตลาดออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพนั้น สามารถจัดการการทำงานให้ราบรื่นยิ่งขึ้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดก็ตาม ซึ่งนั่นส่งผลต่อการเพิ่มโอกาสสร้างยอดขายในธุรกิจ และช่วยจัดการงานและชีวิตให้ง่ายขึ้น สะดวกและรวดเร็วด้วยการวางแผนมีเครื่องมือที่ดี เชื่อมต่อกับองค์กรและลูกค้าอย่างราบรื่น เห็นผล และประสบความสำเร็จในที่สุด

    มาดู 4 เครื่องมือสื่อสาร ONLINE MARKETING >>>
    1 SOCIAL MEDIA

    เครื่องมือการทำการตลาดอย่าง Facebook, Line@, YouTube, Blog หรือ Twitter

    สามารถสื่อสารกับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างดีเยี่ยม อาศัยการตลาดและการวางแผนที่สามารถเชื่อมต่อทุกช่องทาง และปรับให้เข้ากับธุรกิจของเรา วางแผนสื่อ Media และ Content ผ่านช่องทางต่างๆ เหล่านี้ เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้ได้ยอดขายทะลุเป้าจากเครื่องมือของการตลาดออนไลน์ที่คุ้นเคยและมีศักยภาพเช่นนี้

    2 G Suite สำหรับธุรกิจ

    เพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้วยเครื่องมือที่เหมาะกับการตลาดออนไลน์ อย่าง G Suite

    โซลูชั่นที่รองรับระบบการทำงาน ที่ช่วยพัฒนาการสื่อสารให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการเปิดใช้งานการสื่อสารบนระบบคลาวด์ ทำให้ทุกคนในทีมสามารถค้นหา จัดเก็บเอกสาร นำเสนอ และประชุมงานร่วมกันได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ซึ่งการจัดเก็บไว้บน Cloud จึงปลอดภัยและประหยัดเวลาในการติดต่อสื่อสารที่ยุ่งยากออกไปเช่นกัน และทุกคนสามารถทำงานง่ายๆ ได้ทุกที่แบบเรียลไทม์ได้บนคอมพิวเตอร์ หรือ อุปกรณ์เคลื่อนที่เพียงเครื่องเดียว

    3 การวิเคราะห์ของ GOOGLE

    เป็นช่องทางที่สะดวกและรวดเร็วสามารถวัดผลได้ครบทุกอย่าง

    ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามา (Audience), ช่องทางที่ลูกค้ามาหาเรา (Acquisition), พฤติกรรมลูกค้า (Behavior) รวมถึงวัดผลการขาย (Conversion) จะช่วยให้คุณวางแผน วิเคราะห์ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้า และสามารถจัดการโฆษณาได้ในงบประมาณที่เหมาะสม จนนำมาซึ่งเก็บข้อมูลสถิติ และมีการวัดผลที่ชัดเจน เพื่อนำมาปรับระดับโฆษณาหรือการเผยแพร่สื่อให้เหมาะสมต่อไป

    4 จดหมายชิมแปนซี

    สำหรับนักการตลาดออนไลน์ ระบบ E-mail Marketing หรือการทำการตลาดผ่านช่องทางการส่งอีเมล ถือเป็นอีกเครื่องมือการจัดการการสื่อสารไปยังลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง Mail Chimp มีบทบาทโดยตรงในการรักษาลูกค้าทางการตลาดออนไลน์ ซึ่งจะช่วยรักษาลูกค้าปัจจุบัน และช่วยผลักดันช่องทางธุรกิจของคุณได้อีกเช่นกัน

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://digitalmarketingwow.com

  • เครื่องมือสื่อสาร
  • (Communication)การสื่อสาร

    Communication

    Communication  การสื่อสาร

    มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินคำว่า Communis ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Communicate

    ซึ่งแปลตามตัวอักษรว่า Make Common หมายถึง ทำให้มีสภาพร่วมกัน ซึ่งเป็นความหมายที่ตรงกับธรรมชาติของการสื่อสาร คือ

    การทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ตรงกัน กล่าวคือ มนุษย์มีการสื่อสารซึ่งกันและกันก็เพื่อเข้าใจให้ตรงกันนั้นเอง

    ดังนั้นการนิยามความหมายคำว่า การสื่อสารจึงเป็นการนิยามที่ตั้งอยู่บนรากฐานของรากศัพท์เดิม คือ ความเข้าใจร่วมกัน

    เนื้อหา [ซ่อน]
    1 องค์ประกอบของการสื่อสาร
    2 ผู้ส่งสาร
    3 ผู้รับสาร
    4 สาร
    5 ช่องทางการสื่อสาร
    6 องค์ประกอบเพิ่มเติมของการสื่อสาร
    องค์ประกอบของการสื่อสาร
    กระบวนการถ่ายทอดสารของมนุษย์ประกอบโดยทั่วไป จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 4 ประการ คือ

    1.ผู้ส่งสาร หรือผู้เข้ารหัส (sender / encoder)

    2.ผู้รับสาร หรือ ผู้ถอดรหัส (receiver / decoder)

    3.สาร (message)

    4.ช่องทางการสื่อสาร (channel)

    ผู้ส่งสาร
    ผู้ส่งสาร (sender) คือ บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เป็นผู้ริเริ่มหรือเริ่มต้นส่งสารไปให้อีกบุคคลหนึ่งจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

    หรือเป็นผู้ทำหน้าที่ส่งสารผ่านช่องทางหนึ่งไปยังผู้รับสาร ฉะนั้น ผู้ส่งสารจึงมีบทบาทในการชี้นำว่าพฤติกรรมการสื่อสารภายในสถานการณ์หนึ่งๆ

    นั้น จะเป็นไปในรูปใดและมีผลอย่างไรหรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ส่งสารคือ ผู้กระตุ้น (stimulus) ที่ทำให้เกิดการตอบสนอง (response)

    จากผู้รับสาร หรือผู้ส่งสารอาจเรียก ผู้เข้ารหัส (encoder) คือ ผู้ที่รับผิดชอบในการนำความคิดของผู้ริเริ่ม

    ความคิดหรือแหล่งสาร (source) ส่งไปยังผู้ที่ต้องการจะสื่อสารด้วย โดยการใช้สัญญาณ (signal) และสัญลักษณ์ (symbol)

    หรือเรียกว่า การเข้ารหัส (encoding) ซึ่งแสดงถึงเป้าหมายหรือสิ่งที่แหล่งสารต้องการสื่อ

    ผู้รับสาร
    ผู้รับสาร (encoder) คือ ผู้ที่รับสารจากบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มบุคคลหนึ่ง เมื่อได้รับสารผู้รับสารจะเกิดการตีความและการตอบสนองจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

    และส่งปฏิกิริยาตอบสนอง (feedback) กลับไปให้ผู้ส่งสาร หรือผู้รับสารเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้ถอดรหัส (decoder)

    คือ ผู้ที่ถอดความหมายของสัญญาณหรือสัญลักษณ์ที่ผู้เข้ารหัสส่งมา หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ผู้รับผิดชอบการถอดรหัสของสาร (decoding)

    เพื่อให้ผู้รับสารปลายทาง (receiver / destination) หรือผู้รับสารที่ผู้ส่งสารต้องการให้ได้รับสารของตน

    สาร
    สาร (message) หมายถึง สิ่งที่ผู้ส่งสารไปให้ผู้รับสารในรูปของรหัสคำว่า “รหัส” หมายถึง สัญญาณ (signal) หรือสัญลักษณ์ (symbol)

    หรือกลุ่มของสัญลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นในลักษณะที่มีความหมายต่อคน และผู้รับสารสามารถเข้าใจความหมายของมันได้ต่อเมื่อมีการถอดความหมายของสัญญาณหรือสัญลักษณ์ออกมา

    สัญญาณหรือสัญลักษณ์ในที่นี้อาจเป็น คำพูด ตัวหนังสือ รูปภาพ เครื่องหมาย หรือกิริยาท่าทางต่างๆ ฯลฯ

    ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงหรือถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก ความต้องการและวัตถุประสงค์ของผู้รับสาร ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว สารก็คือ ภาษา (language) โดยสามารถแบ่งเนื้อหาของสารได้ 2 ประเภทคือ

    1. รหัสของสารที่ใช้คำ (Verbal Message Codes) ได้แก่ ภาษาอันเป็นระบบของสัญลักษณ์และหรือระบบของสัญญาณที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อซึ่งกันและกัน

    มนุษย์ได้สร้างขึ้นและพัฒนาสืบทอดมาโดยลำดับ ภาษาจะมีโครงสร้าง (Structure) ที่ทำให้ส่วนประกอบต่างๆ (Elements)

    รวมเข้าไปด้วยกันอย่างมีความหมาย (ส่วนประกอบของภาษา เช่น เสียง (Sound) ตัวอักษร (Letters) คำ (Words)

    คำสะกดการันต์ เครื่องหมายต่างๆ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถนำมาเรียบเรียงเข้าเป็นถ้อยคำ เป็นวลี และประโยคที่มีความหมาย

    โดยอาศัยระเบียบและกฎเกณฑ์ของภาษานั้นๆ เป็นหลัก เช่น โครงสร้างประโยคตามหลักการเขียนภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เป็นต้น

    2. รหัสของสารที่ไม่ใช้คำ (Nonverbal Message Codes) ได้แก่ ระบบสัญลักษณ์สัญญาณหรือเครื่องหมายใดๆ

    ก็ตามที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ถ้อยคำ เช่น ดนตรี การเต้นระบำ อากัปกริยาท่าทาง (Gesture) การแสดงทางหน้าตา (Facial Expression)

    สี ธง สัญญาณไฟ ควัน สัญญาณ การวาดภาพ ฯลฯ ซึ่งแต่ละอย่างมีส่วนประกอบย่อย และเมื่อรวมเข้าด้วยกันตามแบบที่กำหนดก็ทำให้มีความหมายขึ้น

    ช่องทางการสื่อสาร
    ช่องทางการสื่อสาร คือ ตัวกลางที่ช่วยในการนำส่งสารจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร ช่องทางเปรียบเหมือนทางหรือพาหะระหว่างผู้ร่วมสื่อสาร

    เบอร์โล (Berlo) เป็นใครบอกด้วย อยู่ในยุคไหน แบ่งช่องทางการสื่อสารออกเป็น 3 ประเภท

    1. ช่องทางที่เป็นตัวกลางนำสารจากผู้ส่งสารไปให้ผู้รับสาร ซึ่งได้แก่ คลื่นแสง คลื่นเสียง วิทยุ โทรเลข โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เป็นต้น ช่องทางเหล่านี้เน้นหนักในเรื่องสื่อทางเทคโนโลยี

    2. ช่องทางที่เป็นพาหนะของสิ่งที่นำสาร เช่น อากาศ ซึ่งเป็นตัวนำคลื่นเสียงไปสู่ประสาทรับความรู้สึกต่างๆ

    หรือประสาททั้งห้า (ได้แก่ การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การสัมผัส และการลิ้นรส) ช่องทางประเภทนี้พบในกระบวนการสื่อสารระหว่างบุคคล

    3. วิธีในการเข้ารหัสและถอดรหัสสาร (mode of encoding and decoding) เช่น การใช้วิธีพูด การใช้วิธีเขียน เป็นต้น ซึ่งนักทฤษฎีนิเทศศาสตร์โดยทั่วไปไม่ยอมนิยาม “ช่องทางการสื่อสาร” ในความหมายนี้

    เรโอ (Rao) เน้นว่าช่องทางการสื่อสารมีลักษณะดังต่อไปนี้

    1. ช่องทางเป็นหน่วยพลังงานมวลสาร (matter – energy unit) ประเภทหนึ่งที่เรียกว่าสื่อ (medium)

    2. ช่องทางเป็นตัวนำส่งหน่วยพลังงานมวลสาร ซึ่งมีการจัดเป็นระเบียบแบบแผนที่เรียกว่า สารสนเทศ (information)

    3. ช่องทางเป็นตัวเชื่อมระหว่างบุคคลที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง

    องค์ประกอบเพิ่มเติมของการสื่อสาร
    สิ่งรบกวน

    สิ่งรบกวน (noise) คือ สิ่งจำกัดประสิทธิภาพการถ่ายทอดสารหรือสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสาร

    ทำให้การสื่อสารไม่บรรลุผลเท่าที่ควร หรือบางครั้งอาจทำให้การสื่อสารไม่สามารถดำเนินต่อไปได้

    มีการแบ่งประเภทของสิ่งรบกวนหลายวิธีด้วยกัน เช่น แชนนอนและวีเวอร์ (Shannon and Weaver) แบ่งสิ่งรบกวนเป็น

    1. สิ่งรบกวนทางกายภาพ (physical noise) หมายถึง สิ่งรบกวนซึ่งเกิดขึ้นภายนอกตัวบุคคล เช่น เสียงรถยนต์ เสียงคนคุยกัน เสียงประตู ฯลฯ

    2. สิ่งรบกวนทางจิตใจ (psychological noise) หมายถึง สิ่งรบกวนซึ่งเกิดขึ้นภายในตัวบุคคล ภายในความคิด จิตใจ

    และอารมณ์ของผู้สื่อสาร เช่น ผู้พูดมีอคติต่อเรื่อง มีปัญหาในใจก่อนการพูด หรืออารมณ์ไม่ดี หรือผู้ฟังขาดสมาธิในการฟัง เป็นต้น

    ปฏิกิริยาตอบสนอง

    ปฏิกิริยาตอบสนอง (feedback) คือ สาร แต่เป็นสารที่ผู้รับสารไปให้กับผู้ส่งสารเมื่อได้ตีความหมายของสารที่ตนได้รับ

    ในเมื่อความหมายของสารมิได้อยู่ที่ตัวสาร แต่อยู่ที่การตีความของผู้รับสาร ผู้สื่อสารจึงจำเป็นที่จะต้องสนใจและให้ความสำคัญกับปฏิกิริยาตอบสนอง

    เนื่องจากบางครั้งผู้ส่งสารอาจต้องการส่งสารที่มีความหมาย X ไปให้ผู้รับสาร แต่ผู้รับสารกลับตีความหมายของสารนั้นเป็น Y ซึ่งไม่ตรงกับที่ผู้ส่งสาร

    ถ้าผู้ส่งสารสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองว่าไม่เป็นไปในทางที่ตนต้องการ ผู้ส่งสารก็สามารถปรับสารของตนให้ผู้รับสารเข้าใจสารตรงตามที่ตนต้องการได้ในที่สุด

    รวบรวมและเรียบเรียงบทความ ศูนย์สื่อสารนานาชาติแห่งจุฬาฯ

    ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.chulapedia.chula.ac.th/

  • เครื่องมือสื่อสาร
  • ความหมาย การสื่อสารทางการตลาด และ 12 เครื่องมือการตลาดออนไลน์ปี 2019

    ความหมาย

    ความหมาย
    การสื่อสารทางการตลาด คือการนำการสื่อสาร และการตลาดมาร่วมกัน ทำให้มีรูปแบบเป็นกระบวนการที่ผสมผสานกันระหว่างกระบวนการสื่อสาร และกระบวนการทางการตลาดไว้ด้วยกันอย่างลงตัวโดย การสื่อสารการตลาด ถูกทำขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการทำการตลาด สร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ให้กับผู้บริโภค หรือกลุ่มเป้าหมายตามที่ผู้ผลิตได้สื่อออกไปให้มากที่สุด

    โดยการสื่อสารทางการตลาดสามารถทำได้ด้วยการใช้คำพูด รูปภาพ หรือสร้างการรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของผู้บริโภค กระตุ้นการขายให้เพิ่มมากขึ้น และสร้างความจงรักภักดีให้กับตราสินค้า ซึ่งถือว่ามีบทบาทสำคัญมากสำหรับการทำการตลาด โดยการ การสื่อสารการตลาด สามารถทำได้ด้วยการใช้ 12 เครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพ ดังนี้

    1. SEM rush
    SEM rush หนึ่งในเครื่องมือยอดนิยมสำหรับการทำ SEO เนื่องจากการใช้งานที่จะทำให้คุณสามารถค้นหา พร้อมกับการตรวจสอบสถานะของตัวคุณเอง และสิ่งที่คุณสามารถทำได้เพื่อปรับปรุงตำแหน่งใน SERPs
    2. Venngage
    การทำการตลาดด้วยภาพนั้นมีประสิทธิภาพสูงบนแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook, Instagram และ Twitter ดังนั้นการใช้งาน Venngage เพื่อสนับสนุนการทำ SEO หรือทำการตลาดด้วยภาพจึงเป็นเรื่องที่ดี เพราะ Venngage เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสร้างอินโฟกราฟิกใน 3 ขั้นตอนง่ายๆ
    3. BuzzSumo
    การทำตลาดด้วยเนื้อหาถือเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพ และได้รับการยอมรับจากนักการตลาดมากมายในช่วงหลายปีมานี้ ดังนั้นหากคุณได้ลองใช้งาน BuzzSumo ทำการตลาดโดยเนื้อหา คุณจะได้พบกับเนื้อหา เรื่องราวที่กำลังได้รับความนิยมในสื่อโซเชียลมีเดีย โดยใช่แค่เพียงคีย์เวิร์ด หรือคำที่เกี่ยวข้องกับบทความของคุณในการค้นหา
    4. Post Planner
    เมื่อคุณสนใจการทำการตลาดโดยเนื้อหา แต่การจะคิดหรือค้นหาเนื้อหาที่น่าสนใจมาทำ Content ก็ยากเย็นอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าหากคุณใช้เครื่องมือ Post Planner คุณจะสามารถจัดหาแหล่งเนื้อหาที่ผู้ชมของคุณจะสนใจ โดยใช้อัลกอริทึมในการวิเคราะห์ผู้ชมจากนั้นจะแนะนำหัวข้อที่น่าสนใจ เป็นที่สนใจให้กับคุณ
    5. SocialCaptain
    SocialCaptain เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการตลาดบน Instagram ที่มีแบรนด์ขนาดใหญ่หลายแห่งใช้เพื่อสื่อสารกับผู้ติดตามหลายล้านคนโดยอัตโนมัติในแต่ละวัน ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากในการทำการตลาดอย่างการโฆษณา
    6. Typito
    การทำเนื้อหาแบบวิดีโอเป็นอีกหนึ่งรูปแบบในการทำการตลาดที่นักการตลาดส่วนใหญ่นิยมนำไปใช้กับแบรนด์ของตัวเอง Typito เป็นเครื่องมือที่จะทำให้คุณสร้างเนื้อหาวิดีโอ ที่คุณสามารถทำการลากแล้ววาง เพิ่มรูปภาพ เพลง และคำบรรยายเข้าไปในวิดีโอของคุณได้อย่างเป็นธรรมชาติ ที่คุณสามารถใช้ในการออกแบบวิดีโอสื่อการตลาดต่างๆ ด้วยตัวเอง
    7. MeetEdgar
    MeetEdgar เป็นหนึ่งในเครื่องมือการตั้งเวลาโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่ทันสมัยที่สุด ที่ทำให้คุณสามารถเข้าถึงฟังก์ชันการตั้งเวลาโพสต์ ที่สื่อโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่ยังไม่สามารถทำได้ การตั้งเวลาโพสต์มีประโยชน์มากหากคุณเป็นผู้แดแลสื่อต่างๆ ของแบรนด์ด้วยตัวคนเดียว เพราะเครื่องมือ MeetEdgar จะทำให้คุณสามารถกำหนดตารางโพสต์ แชร์เนื้อหาซ้ำกันได้โดยอัตโนมัติ
    8. Buffer
    อีกหนึ่งในสุดยอดเครื่องมือในการจัดการสื่อโซเชียลมีเดียที่มีประสิทธิภาพ เพราะคุณสามารถใช้ Buffer ในการกำหนดช่วงเวลาโพสต์สำหรับบัญชีหลายบัญชีในแดชบอร์ดเดียว ตลอดจนการทำงานร่วมกันกับทีมงานของคุณ
    9. Quuu
    ถึงแม้ว่าคุณจะมีเครื่องมือมากมายที่จะใช้ในการตั้งเวลาโพสต์แล้ว แต่คุณก็ยังต้องทำงานหนักอยู่เหมือนเดิม ดังนั้นคุณลองหันมาใช้งานเครื่องมือ Quuu เครื่องมือที่จะช่วยให้คุณตั้งรับ และส่งออกเนื้อหาที่คุณต้องการ
    10. Planable
    หากคุณมีทีมการตลาดโซเชียลมีเดียขนาดใหญ่ Planable เป็นเครื่องมือที่คุณควรพิจารณา เพื่อนำไปใช้งาน เพราะ Planable จะช่วยให้ทีมของคุณจัดการกับการสื่อสาร และการทำงานร่วมกันทั้งหมดในที่เดียว เตรียมตัวบอกลาอีเมล และไฟล์ในคลาวด์ไปได้เลย
    11. Unsplash
    ในการทำตลาดออนไลน์การลงทุนถ่ายภาพ หรือซื้อภาพถ่ายคุณภาพดีๆ มาใช้งานอาจเป็นเรื่องที่ต้องมีการลงทุนเล็กน้อย แต่จะดีกว่าไหมหากคุณได้พบกับแหล่งรวบรวมภาพถ่ายขนาดใหญ่อย่าง Unsplash ที่คุณสามารถนำไปใช้งาน แก้ไข ก่อนนำไปทำการตลาดตามที่คุณต้องการ
    12. Sendible
    สำหรับคนที่ทำงานคล้ายกับเอเจนซี่ที่มีหน้าที่ในการจัดการโซเชียลมีเดียสำหรับลูกค้าหลายราย Sendible คือตัวช่วยที่ดีที่จะทำให้คุณจัดการงานเกี่ยวกับลูกค้าหลายๆ รายของคุณ ด้วยการแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นกับบัญชีของลูกค้าแต่ละราย i99bet

  • เครื่องมือสื่อสาร
  • อุปกรณ์ ที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์

    อุปกรณ์ การสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์

    1. โมเด็ม ( Modem )

    โมเด็มเป็นฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณแอนะล็อก ให้เป็นสัญญาณดิจิทัล เมื่อข้อมูลถูกส่งมายังผู้รับ และแปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นแอนะล็อกเมื่อต้องการส่งข้อมูลไปบนช่องสื่อสาร
    กระบวนการที่โมเด็มแปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก เรียกว่า มอดูเลชัน ( Modulation ) โมเด็ม ทำหน้าที่ มอดูเลเตอร์ ( Modulator )
    กระบวนการที่โมเด็มแปลงสัญญาณแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิทัล เรียกว่า ดีมอดูเลชัน ( Demodulation ) โมเด็ม ทำหน้าที่ ดีมอดูเลเตอร์ ( Demodulator )
    โมเด็ม ที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันมี 2 ประเภท คือแบบ Internal และ External โมเด็ม ในปัจจุบันทำงานเป็นทั้งโมเด็ม และ เครื่องโทรสาร เราเรียกว่า Faxmodem

    2. เกตเวย์ ( Gateway )

    เกตเวย์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยในการสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์ หน้าที่หลักคือช่วยให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2 เครือข่ายหรือมากกว่าซึ่งมีลักษณะไม่เหมือนกันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้เหมือนเป็นเครือข่ายเดียวกัน

    3. เราเตอร์ ( Router )

    เราเตอร์ เป็นอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงให้เครือข่ายที่มีขนาดหรือมาตรฐานในการส่งข้อมูลต่างกัน สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ เราเตอร์จะทำงานอยู่ในชั้น Network หน้าที่ของเราเตอร์ก็คือ ปรับโปรโตคอล ( Protocol ) (โปรโตคอล เป็นมาตรฐานในการสื่อสารข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์) ที่ต่างกันให้สามารถสื่อสารกันได้

    4. บริดจ์ ( Bridge )

    บริดจ์มีลักษณะคล้ายเครื่องขยายสัญญาณ บริดจ์จะทำงานอยู่ในชั้น Data Link บริดจ์ทำงานคล้ายเครื่องตรวจตำแหน่งของข้อมูล โดยบริดจ์จะรับข้อมูลจากต้นทางและ ส่งให้กับปลายทาง โดยที่บริดจ์จะไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใด ๆ แก่ข้อมูล บริดจ์ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายมีประสิทธิภาพลดการชนกันของข้อมูลลง บริดจ์จึงเป็นสะพานสำหรับข้อมูลสองเครือข่าย

    5. รีพีตเตอร์ ( Repeater )

    รีพีตเตอร์ เป็นเครื่องทบทวนสัญญาณข้อมูลในการส่งสัญญาณข้อมูลในระยะทางไกล ๆ สำหรับสัญญาณแอนะล็อกจะต้องมีการขยายสัญญาณ ข้อมูลที่เริ่มจะเบาบางลงเนื่องจากระยะทาง และสำหรับสัญญาณดิจิทัลก็จะต้องมีการทบทวนสัญญาณ เพื่อป้องกันการขาดหาย ของสัญญาณเนื่องจากการส่งระยะทางไกล ๆ เช่นกัน รีพีตเตอร์จะทำงานอยู่ในชั้น Physical
    6.การ์ดเครือข่าย (Network Adapter) หรือ การ์ด LAN

    เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเครื่องต่างกันได้ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นหรือยี่ห้อเดียวกันแต่หากซื้อพร้อมๆกันก็แนะนำให้ซื้อรุ่นและยีห้อเดียวกันจะดีกว่า และควรเป็น การ์ดแบบ PCI เพราะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบ ISAและเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆมักจะไม่มี Slot ISA ควรเป็นการ์ดที่มีความเร็วเป็น 100 Mbpsซึ่งจะมีราคามากกว่าการ์ดแบบ 10 Mbps ไม่มากนัก แต่ส่งขอมูลได้เร็วกว่า นอกจากนี้คุณควรคำหนึงถึงขั้วต่อหรือคอนเน็กเตอร์ของการ์ดด้วยโดยทั่วไปคอนเน็กเตอร์ ของการ์ด LAN จะมีหลายแบบ เช่น BNC , RJ-45 เป็นต้น ซึ่งคอนเน็กเตอร์แต่ละแบบก็จะใช้สายที่แตกต่างกัน

    7.สายสัญญาณ
    เป็นสายสำหรับเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆในระบบเข้าด้วยกัน หากเป็นระบบที่มีจำนวนเครื่องมากกว่า 2 เครื่องก็จะต้องต่อผ่านฮับอีกทีหนึ่ง โดยสายสัญญาณสำหรับเชื่อมต่อเครื่องในระบบเครือข่าย จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ

    สาย Coax มีลักษณะเป็นสายกลม คล้ายสายโทรทัศน์ ส่วนมากจะเป็นสีดำสายชนิดนี้จะใช้กับการ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ BNC สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 200 เมตร สายประเภทนี้จะต้องใช้ตัว T Connector สำหรับเชื่อมต่อสายสัญญาณกับการ์ด LAN ต่างๆในระบบ และต้องใช้ตัว Terminator ขนาด 50 โอห์ม สำหรับปิดหัวและท้ายของสาย

     

    สาย UTP (Unshied Twisted Pair) เป็นสายสำหรับการ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ RJ-45 สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 100 เมตร หากคุณใข้สายแบบนี้จะต้องเลือกประเภทของสายอีก โดยทั่วไปนิยมใช้กัน 2 รุ่น คือ CAT 3 กับ CAT5 ซึ่งแบบ CAT3 จะมีความเร็วในการส่งสัญญาณ10 Mbps และแบบ CAT 5 จะมีความเร็วในการส่งข้อมูลที่ 100 Mbps แนะนำว่าควรเลือกแบบ CAT 5 เพื่อการอัพเกรดในภายหลังจะได้ไม่ต้องเดินสายใหม่ ในการใช้งานสายนี้ สาย 1 เส้นจะต้องใช้ตัว RJ – 45 Connector จำนวน 2 ตัว เพื่อเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสายสัญญาณจากการ์ด LAN ไปยังฮับหรือเครื่องอื่น เช่นเดียวกับสายโทรศัพท์ ในกรณีเป็นการเชื่อมต่อเครื่อง 2 เครื่องสามารถใช้ต่อผ่านสายเพียงเส้นเดียได้แต่ถ้ามากกว่า 2 เครื่อง ก็จำเป็นต้องต่อผ่านฮับ

    8. ฮับ (HUB)

    เป็นอุปกรณ์ช่วยกระจ่ายสัญญาณไปยังเครื่องต่างๆที่อยู่ในระบบ หากเป็นระบบเครือข่ายที่มี 2 เครื่องก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฮับสามารถใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อ ถึงกันได้โดยตรง แต่หากเป็นระบบที่มีมากกว่า 2 เครื่องจำเป็นต้องมีฮับเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ในการเลือกซื้อฮับควรเลือกฮับที่มีความเร็วเท่ากับความเร็ว ของการ์ด เช่น การ์ดมีความเร็ว 100 Mbps ก็ควรเลือกใช้ฮับที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps ด้วย ควรเป็นฮับที่มีจำนวนพอร์ตสำหรับต่อสายที่เพียงพอกับ เครื่องใช้ในระบบ หากจำนวนพอร์ตต่อสายไม่เพียงพอก็สามารถต่อพ่วงได้ แนะนำว่าควรเลือกซื้อฮับที่สามารถต่อพ่วงได้ เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต i99bet